ศัลยกรรมตัดแต่งหน้าท้อง

 

ศัลยกรรมตกแต่งและการผ่าตัดหน้าท้อง

เป็นทางเลือกหนึ่งที่คนจำนวนมากที่นิยมทำในปัจจุบัน เพื่อเพิ่มเสน่ห์และสร้างความประทับใจให้แก่ผู้พบเห็น รวมทั้งยังช่วยแก้ไขข้อบกพร่องเพื่อความเรียบแบนและลบริ้วรอยบนหน้าท้อง

 

ศัลยกรรมตัดไขมันหน้าท้อง

ทำไมต้องตัดไขมันหน้าท้อง? สำหรับคนที่มีหน้าท้องยื่น หย่อนยานหรือห้อย นั้น เนื่องด้วยส่วนไขมันใต้ผิวหนัง และพังผืดระหว่างกล้ามเนื้อหน้าท้อง เกิดความหย่อนยาน และที่สำคัญก็คือ ไขมันใต้ผิวหนังและพังผืดระหว่างกล้ามเนื้อนั้น จะไม่มีการหดตัวและสลายไปไหนได้

ไม่ว่าด้วยวิธีการอะไร ก็จะคงสภาพหย่อนอยู่เช่นนั้น ดังนั้นจึงต้องใช้วิธีผ่าตัดไขมันหน้าท้อง ซึ่งจะเป็นวิธีการที่ดีที่สุด ที่จะแก้ปัญหาเรื่องนี้ได้

 

การผ่าตัดเอาไขมันหน้าท้องออก

ซึ่งจะช่วยให้รูปร่างได้กระชับขึ้นมาอีกครั้ง และสามารถแก้ไขปัญหาเรื่อง หน้าท้องลาย หรือผิวแตกลายสำหรับผู้ที่เคยตั้ง ครรภ์มาก่อน พร้อมทั้งแก้ไขแผลผ่าตัดเดิมที่อยู่ต่ำกว่าสะดือ ให้ดูดีขึ้นได้ด้วย และที่สำคัญ สำหรับคนที่เคยลดความอ้วนมาก่อน และมีปัญหาหน้าท้องหย่อนมาก ๆ ก็จะสามารถแก้ไขได้ด้วย

ลักษณะของการมีไขมันหน้าท้อง

ลักษณะของคนที่มีปัญหาเรื่องหน้าท้อง อาจจะแบ่งออกได้เป็น 4 แบบดังนี้คือ

1. แบบหน้าท้องแบนราบ มักจะพบในผู้ที่ออกกำลังกายเสมอ ไม่อ้วน แต่จะมีปัญหาเรื่องผิวหนังหย่อนหรือแตกลาย

2. แบบไม่ค่อยมีไขมัน แต่จะมีลักษณะท้องป่องเวลายืน และจะแบนราบเวลานอน เนื่องจากผนังหน้าท้องหย่อน พังผืดระหว่างกล้ามเนื้อยานจนเสียรูป

3. แบบสะสมไขมันมาก อาจจะต้องใช้วิธีดูดไขมันร่วมด้วย

4. แบบหย่อนยานและห้อยมาก มักจะเกิดจากการลดน้ำหนัก หรือมีอายุมากขึ้นแล้วเนื้อเยื่อนั้นหย่อนยาน

โดยทั้ง 4 แบบที่กล่าวมานี้ต้องทำการแก้ไขด้วยวิธีการผ่าตัดหน้าท้อง จุดประสงค์การของ การผ่าตัด จะอยู่ที่การตัดผิวหนังส่วนเกิน หรือที่แตกลาย การตัดไขมันส่วนที่อยู่ใต้สะดือ กระชับพังผืดระหว่างกล้ามเนื้อหน้าท้องที่ยืดและหย่อนยาน

สำหรับท่านที่มีผนังหน้าท้องไขมันสะสมมากๆบริเวณเหนือสะดือ สะโพก หรือที่เอว อาจจะต้องมีการดูดไขมันร่วมด้วย ซึ่งอาจจะทำไปพร้อม ๆ กัน หรือเว้นระยะประมาณ 3 – 6 เดือน แล้วค่อยมาทำที่หลัง ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์เป็นสำคัญ

 

เมื่อไหร่ควรทำการผ่าตัดไขมันหน้าท้อง

ในกรณีคนที่อ้วนมากๆ การที่ลดน้ำหนักมาก่อนการผ่าตัด จะมีประโยชน์ช่วยในเรื่องของการกระชับได้ มากขึ้น และลดการเกิดอาการแทรกซ้อนทั่วไปที่มักเกิดกับคนอ้วนได้

หลังการผ่าตัด สามารถมีบุตรและตั้งครรภ์ได้ปกติโดยทิ้งระยะในแผลนั้น หายสนิทประมาณ 1 – 2 ปี แต่ที่สำคัญก็คือ เมื่อตั้งครรภ์แล้วก็จะทำให้เกิดการหย่อนยาน หรือแตกลายได้อีก และก็จะต้องเข้ามารับการผ่าตัดใหม่อีก และการผ่าตัดครั้งที่สองแผลผ่าตัดก็จะได้ไม่ดีเท่ากับครั้งแรก

จึงอยากแนะนำว่าให้เข้ามาทำการผ่าตัดเมื่อได้มีบุตรมาเพียงพอแล้ว ปัจจุบันการผ่าตัดสามารถทำไปได้พร้อม ๆ กับการคลอดบุตรได้เลย ถ้าการคลอดบุตรนั้นไม่มีปัญหาอะไร ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับ ดุลยพินิจของทีมแพทย์ด้วย

แผลการผ่าตัดโดยทั่วไปแล้ว มักจะเป็นที่ยอมรับกัน เมื่อเทียบกับความหย่อนยานและผิวหนัง ที่แตกลายที่มีอยู่เดิม โดยแผลจะอยู่ที่ต่ำมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อจะสามารถซ่อนไว้ที่ใต้ขอบของชุดชั้นในได้ ซึ่งจะเป็นแนวโค้งตามแนวธรรมชาติของลายผิว ซึ่งในระยะแรกๆ อาจมีสีชมพูอมม่วงประมาณ 3 – 6 เดือนหลังทำ โดยเป็นเรื่องปกติของแผลใหม่ และจะค่อย ๆ จางลงไปภายใน 1 – 2 ปี

การผ่าตัดนี้จะไม่ช่วยกับคนที่อ้วนมาจากอวัยวะภายใน เช่น ไขมันที่สะสมอยู่ตามลำไส้ เป็นต้น ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเกิดขึ้นกับผู้ชาย เนื่องจากการผ่าตัดนี้ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับอวัยวะภายใน

ข้อดีและข้อเสียของการผ่าตัด

การผ่าตัดไขมันหน้าท้องเป็นการผ่าตัดเพื่อกระชับรูปร่างที่นิยมทำกัน ทั่วไป เนื่องจากได้ผลที่แน่นอน คาดคะเนผลได้ ผลข้างเคียงที่พบไม่บ่อยนัก เช่น บาดแผลติดเชื้อ แผลแยก เป็นต้น

การผ่าตัดสามารถทำร่วมกับการดูดไขมันที่หน้าท้องด้านบน เอว สะโพก เพื่อจะได้กระชับกับหน้าท้องที่แบนลงได้ดีขึ้น ได้ผลดีกับคนที่มีหน้าท้องลาย ท้องป่อง หรือท้องหย่อนยาน ที่เกิดจากการตั้งครรภ์หรือลดความอ้วน รวมทั้งในผู้ชายด้วย

 

ข้อเสียของการผ่าตัดไขมันหน้าท้อง

คือ รอยแผลผ่าตัด ถึงแม้จะสามารถซ่อนไว้ได้ต่ำสุด ซึ่งจะต่ำกว่าขอบกางเกงใน และเป็นแนวโค้งตามธรรมชาติ ซึ่งแผลจะจางลงไปเองเรื่อย ๆ ในช่วงระยะเวลา 1 – 2 ปี แต่ก็ยังจะสังเกตุมองเห็นได้

การผ่าตัดไขมันหน้าท้องเป็นการผ่าตัดใหญ่และต้องใช้ระยะเวลาการพัก ฟื้นด้วยพอสมควร ดังนั้นก่อนผ่าตัด ต้องวางแผนการใช้ชีวิตหลังผ่าตัด เช่น งานบ้าน หน้าที่การงาน ไว้ล่วงหน้าด้วย และควร เลือกทำการผ่าตัดกับโรงพยาบาล และศัลยแพทย์ เท่านั้น

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *